วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

อาหารอันตราย สำหรับคนไตเสื่อม


นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 224
อาหารอันตราย สำหรับคนไตเสื่อม
   การเสื่อมของไต อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคประจำตัว อย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน เกาต์  ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในยุคนี้ป่วยเป็นโรคไตกันมากขึ้น เกิดจากพฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อม มีอาหารบางชนิดที่ทำให้การเสื่อมของไตแสดงผลรวดเร็วยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น เราไปทำความรู้จักอาหารเหล่านั้นกันดีกว่า

อาหารกลุ่มไหนอันตรายต่อไต

   เนื่องจากไตทำหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกาย เมื่อไตเสื่อม ย่อมส่งผลให้ระบบขับถ่ายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติในการถ่ายปัสสาวะ และมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมาได้ ดังนั้นเหตุที่ผู้ป่วยโรคไตมีอาการแทรกซ้อนของโรคเพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินไป จึงส่งผลให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ส่วนอาหารที่ทำให้ไตผิดปกติ นายแพทย์อุปถัมภ์ แจกแจงให้ฟังเป็นกลุ่มๆ ดังนี้
โพแทสเซียม
   เป็นสารอาหารที่ช่วยในการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ปกติคนเราสามารถรับโพแทสเซียมได้วันละ 18 กรัม โดยไม่มีอันตราย เนื่องจากโพแทสเซียมส่วนเกินจะถูกขับออกทางไต ในคนที่มีไตปกติ สามารถปรับการขับโพแทสเซียมได้มากน้อยตามปริมาณที่ได้รับจากอาหาร แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้อย่างที่ควรจะเป็น

   หากไตขับโพแทสเซียมน้อยเกินไป จะทำให้มีโพแทสเซียมคั่งในเลือด ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้อล้า หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไตจึงจำเป็นต้องควบคุมระดับโพแทสเซียมในร่างกายให้อยู่ในระดับที่สมดุล เพื่อป้องอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยงดผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น หัวปลี มันเทศ เห็ดฟางมะเขือพวง ผักชี หน่อไม้ฝรั่ง ฟักทอง หอมแดง ดอกกะหล่ำ ทุเรียน กล้วย มะละกอสุก กระท้อน ผลไม้แห้งเช่น ลูกเกด ลูกพรุน เป็นต้น และรับประทานผักและผลไม้ที่มีโพแทสเซียมน้อย เช่น เห็ดหูหนู บวบ ถั่วพลู แตงกวา บวบ ฟักเขียว ถั่วฝักยาว หอมหัวใหญ่ แตงโม สับปะรด ชมพู่ เป็นต้น
โซเดียมคลอไรด์

   ทำหน้าที่ช่วยรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ป้องกันความดันโลหิตสูง และลดการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ในภาวะที่ไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ไตจะไม่สามารถขับโซเดียมคลอไรด์ออกจากร่างกายได้ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการบวม เนื่องจากเกิดการคั่งของน้ำในร่างกาย และความดันโลหิตสูง (ทั้งนี้ ปริมาณโซเดียมคลอไรด์ที่ควรบริโภคใน 1 วัน ประมาณ 2,000 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา)

   คนที่เป็นโรคไต การกินอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไป จะยิ่งทำให้ไตทำงานหนักจนเกิดอาการบวมน้ำ ปัสสาวะบ่อย เพราะร่างกายต้องขับโซเดียมคลอไรด์อยู่ตลอด อีกทั้งยังมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้มากกว่าคนปกติ อาหารที่มีโซเดียมคลอไรด์สูงที่ควรหลีกเลี่ยง หรือรับประทานให้น้อยลงคือ เกลือ น้ำปลา น้ำบูดู ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว ซุปก้อน ผงฟู กะปิ อาหารตากแห้ง ผักและผลไม้ดองเค็ม ไข่เค็ม กุ้งแห้ง เนยแข็ง เป็นต้น ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเติมผงชูรสในอาหารด้วย
ฟอสฟอรัส    เป็นแร่ธาตุที่มักจะทำงานร่วมกับแคลเชียมในการสร้าง และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก โดยปกติแล้วฟอสฟอรัสจะถูกขับออกทางไต แต่เมื่อไตเสื่อม ไม่สามารถขับฟอสฟอรัสส่วนเกินออกจากร่างกายได้เหมือนเดิม จะทำให้เกิดการคั่งของฟอสฟอรัสในร่างกาย เมื่อระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมในกระดูกมาจับฟอสฟอรัส ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย หากแคลเซียมกับฟอสฟอรัสจับตัวกันเป็นก้อนมากขึ้น อาจไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงตามส่วนต่างๆของร่างกายเกิดการอุดตันได้ นอกจากนั้นยังพบอีกว่า การกินอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะยิ่งเร่งการเสื่อมของไตให้รุนแรงมากขึ้น

   แหล่งอาหารที่ให้ฟอสฟอรัสสูง และผู้ป่วยโรคไต ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต ไอศกรีม เนื้อสัตว์ติดกระดูก ไข่แดง ช็อคโกแลต กาแฟ เบียร์ น้ำอัดลม เป็นต้น
โปรตีน

   คือส่วนประกอบสำคัญของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อในร่างกาย แม้ร่างกายจะนำเอาโปรตีนไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อเกิดภาวะไตเสื่อม ไม่สามารถขับของเสียได้ตามปกติ ก็จะทำให้เกิดของเสียที่เกิดจากโปรตีนไปสะสมและคั่งตามอวัยวะต่างๆได้มากขึ้น ทั้งนี้แพทย์ได้แนะนำให้ผู้ป่วยโรคไตงดอาหารที่ให้โปรตีนสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ไข่ ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้  นม เป็นต้น

   นอกจากต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกกินอาหารต้องห้ามในข้างต้นแล้ว ผู้ป่วยโรคไตโดยเฉพาะผู้ที่มีอาการบวมน้ำ ควรมีการควบคุมปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน โดยควรดื่มน้ำให้เหลือวันละประมาณ 3-4 แก้วต่อวัน (ประมาณ 750 -1,000 ซีซี) เพื่อช่วยให้ไตซึ่งทำหน้าที่ในการขับปัสสาวะทำงานน้อยลง ส่วนผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการบวมน้ำ สามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ

อาหารบำรุงไต


ใครก็ตามที่เป็นโรคไตมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องระมัดระวังในเรื่องของอาหารการกิน เพราะไตมีหน้าที่หลัก คือการขับน้ำและของเสียออกจากร่างกาย หากมีปัญหาเกี่ยวกับไต ก็ต้องยอมรับก่อนว่า อวัยวะกำจัดขยะออกจากร่างกายของคุณมีประสิทธิภาพไม่ดีพอ อย่างแรกที่ต้องมาเน้นกันมากกว่าอาหารบำรุงไตคือ อาหารที่จะกลายเป็นขยะในตัวคุณ ซึ่งหากคุณกินเข้าไปมากเกินไปก็จะเป็นภาระให้ไตที่มีปัญหาอยู่ก่อนทำงานหนักยิ่งขึ้น
อาหารที่ควรจะต้องระมัดระวังสำหรับคนเป็นโรคไต ได้แก่
1. อาหารที่มีเกลือโซเดียมมากเกินไป คนที่เป็นโรคไต มักจะถูกห้ามไม่ให้กินเค็ม เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว มีเกลือผสมอยู่ด้วยทั้งนั้น
2. อาหารโปรตีนจะต้องไม่มากเกินไป ความเป็นจริง คือในแต่ละวันร่างกายใช้อาหารโปรตีนไม่มาก ที่เหลือจะโยนทิ้งทางไตหมด ไม่เคยเก็บสะสมไว้
3. สารปนเปื้อนในอาหารทุกชนิดต้องงดเด็ดขาดเช่น สีผสมอาหาร กลิ่นสังเคราะห์ รสชาติสังเคราะห์ สารกันบูด กันเชื้อรา ฯลฯ เพราะสารเคมีเหล่านี้ล้วนเป็นภาระให้ไตต้องขับออกนอกร่างกาย ทำให้ไตทำงานหนักโดยใช่เหตุทั้งสิ้น
ทีนี้มาว่าด้วยอาหารบำรุงไตกันบ้าง ก็คงต้องเริ่มต้น จากสมุนไพรนั่นแหละ สมุนไพรบางอย่างก็นำมากินเป็นอาหารได้ บางอย่างก็ไม่ได้ ลองใช้วิจารณญาณเอาดังต่อไปนี้
สมุนไพรไทยบำรุงไต อาจจะต้องใช้เป็นประจำทุกวัน สมุนไพรที่มีอยู่ทั่วไป ที่พอจะหาได้ง่าย และสามารถนำไปใช้โดยไม่มีผลข้างเคียง ยกตัวอย่างเช่น เกสรหรือไหมข้าวโพดและซังข้าวโพด ใบข่อย ใบ ต้น และรากหรือเหง้าของเตย ดอกบานไม่รู้โรยเฉพาะดอกสีขาว เปลือก เหง้า และตะเกียงสับปะรด หญ้าใต้ใบทั้งต้น ต้นหญ้าหนวดแมว ถั่วเหลือง ผลหม่อน
สมุนไพรขับปัสสาวะ มีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการขับเอาน้ำออกจากร่างกาย ลดอาการบวมน้ำได้ดี ที่หาได้ง่ายและไม่มีผลข้างเคียง สามารถ
เอามาต้มน้ำดื่มหรือกินเป็นอาหารได้ เช่น ลูกเดือย ใบเตย น้ำเต้า ตะไคร้ กระเจี๊ยบ กระชาย บวบเหลี่ยม อ้อย (ลำต้น) เป็นต้น
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างอาหารสำหรับบำรุงไต 



แยมลูกหม่อน

เครื่องปรุง : 

ลูกหม่อน 500 กรัม
น้ำผึ้ง 1 ถ้วยตวง 


วิธีทำ

เด็ดก้านลูกหม่อนออก เอาใส่หม้อเติมน้ำพอท่วมต้มจนเดือดแล้วราไฟเคี่ยวด้วยไฟอ่อนต่อจนน้ำแห้ง เติมน้ำผึ้งลงไป ต้มต่อไปอีกครู่หนึ่ง แล้วตักขึ้นใส่ขวดเก็บไว้กินกับขนมปัง 


หมายเหตุ
ลูกหม่อนตามตำราจีนเป็นยาเย็นใช้บำรุงไตได้ ลูกหม่อนมีวิตามินบี และซี รวมทั้งเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถใช้เสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตเพิ่มมากขึ้น เป็นการลดอาการอักเสบของไต
แยมลูกหม่อนนี้อาจจะเอามาละลายน้ำดื่มบ้างก็ได้ ที่สำคัญอย่าให้หวานเกินไป 

6 อาการผิดปกติธรรมดา แต่น่ากลัว


อายุรแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำในสหรัฐฯ ต่างก็ยกให้ 6 อาการผิดปกติเหล่านี้อันตรายต่อสุขภาพ และไม่ควรเพิกเฉย 
                  เพราะจากแค่อาการผิดปกติเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ถ้ามีอาการหนักขึ้นและเป็นเรื้อรังนานกว่าปกติ อาจหมายถึงการมาเยือนของโรคร้ายก็ได้

       1.แค่นอนไม่หลับ อาจกลายเป็น โรคหัวใจ

              เป็นอาการผิดปกติอันดับหนึ่งที่ควรบอกแพทย์ เพราะการนอนไม่หลับเพียงแค่ 1 คืนก็มีผลต่อหัวใจได้ ตั้งแต่การที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ จนถึงขั้นอาการหัวใจขาดเลือด หากมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยครั้งควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ในที่สุด

        2.แค่ท้องผูก อาจกลายเป็น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
             อาการท้องผูก คือ การถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เนื่องจากปัจจัยบางอย่างขัดขวางการทำงานของลำไส้ ทำให้กากอาหารผ่านลำไส้ใหญ่ได้ช้าลง ซึ่งถ้ามีอาการท้องผูกเรื้อรัง (นานกว่า 3 สัปดาห์) ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเสี่ยงเป็นโรคคริดสีดวงทวารหนัก และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

        3.แค่ปวดหัว อาจกลายเป็น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
            ถ้ามีอาการปวดหัวที่ร่วมด้วยมีไข้ ปวดเมื่อยคอ คลื่นไส้อาเจียนติดต่อกันเป็นเวลานาน (2-3 วัน) ให้สันนิษฐานไว้ว่าไม่ได้เป็นแค่อาการปวดหัวธรรมดาแน่นอน โดยเฉพาะอาการปวดหัวที่เพิ่มมากขึ้น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มีปัญหาเรื่องการมอง และมีอาการปวดต่อเนื่องนานกว่า 2-4 ชั่วโมงควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของสมองที่ติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งเสี่ยงเป็นโรคหุ้มสมองอักเสบได้ในเวลาต่อมา

        4.แค่ปวดฟัน อาจกลายเป็น ตาบอด
           หากหลังจากไปถอนฟันแล้วคุณยังมีอาการปวดฟันอยู่ และมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ปวดกราม ปวดหน้านานเกินกว่า 7 วันควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นไปได้ว่าเส้นประสาทบริเวณใบหน้ากดทับกันอยู่ และถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นตาบอดได้

       5.แค่ท้องเสีย อาจกลายเป็น ลำไส้อักเสบ
           อาการท้องเสียติดต่อกันนานหลายวัน เป็นสัญญาณเตือนให้ระวังไว้ว่าร่างกายของคุณไม่ปกติอีกต่อไป อาจเป็นไปได้ว่าลำไส้ติดเชื้อปรสิต เป็นโรคโครนส์ (Crohn’s Disease) หรือลำไส้อุดตันบางส่วน มะเร็ง ตับอ่อนมีปัญหา ถุงน้ำดีมีปัญหา ดังนั้นเมื่อท้องเสียติดต่อกันนานเกิน 3 วันควรไปปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงการกินยาฆ่าเชื้อ เพราะส่วนประกอบบางชนิดในยาอาจฆ่าแบคทีเรียที่มีประโยชน์กับลำไส้ใหญ่ไปด้วยซึ่งจะทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม

       6.แค่กรดไหลย้อน อาจกลายเป็น มะเร็งหลอดอาหาร
          กรดไหลย้อนอาจมีสาเหตุมาจากอาการแสบร้อนกลางอก ฟันผุ และโรคหวัด ซึ่งสาเหตุเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อช่องท้องทุกครั้งที่มีการหายใจเข้าสู่ปอด และส่งผลให้เชื้อโรคกระจายติดไปทั่ว เนื่องจากการไหลย้อนของกรด ถ้ากระเพาะมีกรดมากอาจไหลล้นขึ้นมาถึงบริเวณหลอดอาหาร ทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ และปอดได้ หากมีอาการเรื้อรัง แต่ละเลยไม่ไปพบแพทย์อาจนำไปสู่โรคมะเร็งหลอดอาหารได้

ขอบคุณข้อมูลจาก สุขกายสบายใจ

ที่มา : www.teenee.com

5 สุดยอดมอยส์เจอไรเซอร์ที่หาได้จากในครัว! SpeedTestตั้งเป็นหน้าแรกหน้าแรกกระปุก 5 สุดยอดมอยส์เจอไรเซอร์ที่หาได้จากในครัว!


ผิวสวย



5 สุดยอดมอยส์เจอไรเซอร์ที่หาได้จากในครัว! (Lisa)

          บัตเตอร์มิลค์หนึ่งถ้วย อะโวคาโดครึ่งผล น้ำผึ้งสองช้อนโต๊ะเชียบัตเตอร์และน้ำมันมะกอกอีกนิด ทั้งหมดนี้อาจฟังดูเหมือนส่วนผสมสูตรอาหารในครัว ซึ่งรวมกันแล้วอาจจะไม่ได้รสชาติที่ดีนัก แต่ส่วนผสมเหล่านี้อาจนำไปดัดแปลงใช้ได้ระหว่างการปรนนิบัติผิวตอนเช้าหรือตอนเย็น เพราะมันคือมอยส์เจอไรเซอร์ชั้นยอด ที่จะทำให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่โดยปราศจากสารเคมีและราคาสบายกระเป๋ากว่าสกินแคร์ทั้งหลายในท้องตลาด

          ดังนั้น ในครั้งต่อไปที่คุณอยากจัดการกับปัญหาผิวแห้ง คุณอาจจะมุ่งตรงไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแทนแผนกเครื่องสำอาง
      1. บัตเตอร์มิลค์

          ส่วนของนมสดเข้มข้นที่เหลือจากการทำเนย ที่มีกรดแล็กติก หนึ่งในกรดไฮดร็อกซี่ ที่หากคุณกำลังมองหาโลชั่นบำรุงผิวก็ต้องมองหาส่วนผสมของ Alpha-Hydroxy และ Beta-Hydroxy บนฉลากด้านหลังที่บอกส่วนผสมโดยส่วนผสมเหล่านี้ช่วยขัดผิว ขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ออกไปเพื่อเผยเซลล์ผิวที่สดใหม่และชุ่มชื้นออกมาแทน

          แต่คุณไม่จำเป็นต้องเอาบัตเตอร์มิลค์มาอาบตัวเพื่อให้เห็นผลหรอก แค่ใช้ผ้าจุ่มลงในบัตเตอร์มิลค์แช่เย็น หรือนมสดไขมันเนยธรรมดาก็ใช้ได้เช่นกัน แล้ววางประคบลงบนผิวแห้งหรือระคายเคืองนานประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก กรดแล็กติกก็จะซึมค้างอยู่ในผิว ซึ่งช่วยให้ผิวดูสดชื่นยิ่งขึ้น

      2. เชียบัตเตอร์

          มอยส์เจอไรเซอร์สูตรตั้งแต่โบราณกาลสกัดจากเมล็ดถั่วที่อยู่ในผลของต้นเชียที่พบในแอฟริกาเท่านั้น ซึ่งต้องใช้เวลา 15-30 ปีต้นเชียถึงจะให้ผลผลิตออกมา แต่โชคดีว่าคุณไม่ต้องรอนานขนาดนั้นเมื่อใช้เชียบัตเตอร์บำรุงผิว เพราะผิวของคุณจะได้รับความชุ่มชื้นทันทีที่ได้ลองใช้

          เชียบัตเตอร์นั้นอุดมด้วยวิตามินเอที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนชั้นไขมันธรรมชาติบนผิวหนังชั้นนอกสุด ที่ไม่เพียงแค่ช่วยเยียวยาผิวแห้ง แต่ยังช่วยรักษาโรคผิวหนังจากอาการแพ้ แก้ปัญหาผิวไหม้จากแดดและแมลงกัดต่อย และยังเต็มไปด้วยวิตามินที่เป็นเพื่อนซี้กับผิวอย่างวิตามินเอฟที่มีกรดไขมันซึ่งช่วยให้เซลล์ผิวเจริญเติบโตได้ดีและทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

          เมื่อไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากเชียบัตเตอร์ สำคัญมากที่คุณจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เก่าเกินกว่า 18 เดือน เพราะคุณภาพของมอยส์เจอไรเซอร์จะลดลงไปเมื่อผลิตภัณฑ์เหล่านั้นค้างอยู่นาน ๆ เนื่องจากกรดซินนามิกที่ช่วยดูแลผิวนั้นจะเหลือน้อยลง และจะยิ่งดีหากคุณเลือกเชียบัตเตอร์ที่ไม่ผ่านกระบวนการสกัดด้วยสารเคมีอันตรายที่เรียกว่า Hexane และเลือกเชียบัตเตอร์สกัดล้วน ๆ 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่มีสารอื่น ๆ เจือปน

      3. น้ำมันมะกอก

          มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงอาการหัวใจกำเริบ และสู้กับมะเร็งได้หลายชนิด การศึกษายังได้แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะกอกช่วยลดความเสียหายของกระดูก ลดอาการอักเสบ ลดไขมันที่หน้าท้องได้ดี และยังช่วยดูแลเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับคนเป็นเบาหวาน คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยบำรุงร่างกายภายใน แต่ยังดูแลร่างกายภายนอกได้ดีเช่นกัน นั่นคือให้ความชุ่มชื้นกับผิวแห้ง

          ชาวกรีกโบราณใช้น้ำมันมะกอกอาบน้ำ แต่คุณสามารถเห็นผลได้โดยแค่ใช้น้ำมันมะกอกทาบาง ๆ ลงบนผิว หรืออาจเลียนแบบชาวกรีกโดยเติมน้ำมันมะกอกเล็กน้อยลงในอ่างน้ำอุ่นก่อนจะลงไปนอนแช่

          ในน้ำมันมะกอกมีสารธรรมชาติที่พบได้ในผิวของเราเรียกว่ากรดไลโนเลอิก กรดไลโนเลอิกตัวนี้ได้สร้างปราการที่เป็นน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้ความชุ่มชื้นออกไปจากผิว ความน่าสนใจอยู่ที่ว่ากรดไลโนเลอิกนี้ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ต้องได้รับมาจากอาหารเท่านั้น

          การศึกษายังพบว่า น้ำมันมะกอกไม่เพียงแค่เป็นมอยส์เจอไรเซอร์อันทรงประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยเยียวยาอาการโรคผิวหนังประเภทต่าง ๆ เช่น Rosacea, Psoriasis, Dermatitis และ Eczema ช่วยลดอาการอักเสบและผิวไหม้ ต้องขอบคุณสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงของน้ำมันมะกอกที่ทำให้มันช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังจากรังสียูวีบีได้ด้วย

      4. อะโวคาโด

          น้ำมันที่พบในอะโวคาโดนั้นช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม นั่นหมายความว่ามันช่วยหล่อลื่นพื้นที่ระหว่างคอร์นิโอไซต์ เซลล์แบน ๆ ที่อยู่บนผิวชั้นนอก และยังมีสารที่ผิวของคุณสามารถดูดซึมได้อย่างดี

          นอกจากนี้ อะโวคาโดยังอุดมด้วยไขมัน วิตามินเอ ดี และอี ที่ช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้นไว้ได้และยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่น วิธีนำมาใช้บำรุงผิวก็คือ นำเนื้ออะโวคาโดบดมาทาลงบนผิว ส่วนที่มีปัญหานานประมาณ 10-15 นาทีแล้วล้างออก

      5. น้ำผึ้ง

          นอกจากรสชาติหอมหวานอันแสนอร่อย น้ำผึ้งยังมีสารอาหารชั้นเยี่ยมสำหรับผิว คือเป็นสารฮิวเม็กแทนด์ธรรมชาติที่ช่วยดึงดูดโมเลกุลของน้ำลงมายังผิวคุณ ช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้น และยังมีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย และลดอาการผิวหนังอักเสบที่มีส่วนช่วยรักษาบาดแผลได้ด้วย และนี่คงเป็นสาเหตุที่มีการค้นพบน้ำผึ้งในรายการยาตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล

          เวลานำมาใช้ ละลายน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำในปริมาณที่เท่ากันจากนั้น เติมน้ำลงไปอีก 6 ช้อนโต๊ะ นำไปทาลงบนผิว รอ 10 นาทีแล้วล้างออก เป็นทางออกหวาน ๆ ของปัญหาผิวแห้ง


ที่มา: www.kapook.com

เปลี่ยน


หนึ่งปีกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต  ร่างกายได้สอนอะไรหลายๆอย่าง ความไม่แน่นอนของชีวิต การที่ไปโรงพยาบาลบ่อยๆทำให้ได้เห็นความตายมากขึ้น แต่ยังไม่พร้อมตายเท่าไหร่ ในมุมของความเศร้ายังคงมีความรักอยู่ด้วย กับญาติพี่น้องที่ต้องไปเฝ้ารอเป็นเวลาหลายๆชั่วโมง การทำงานของบุคลากรในโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย
                ความงดงามของเปลือกที่ห่อหุ้มร่างกาย ใครๆก็คิดแบบนั้น รูปร่างหน้าตาเป็นสิ่งแรกที่มนุษย์สื่อถึงกัน ใครหลายๆคนเลือกที่จะเสริม เติม แต่ง ตัด เพื่อให้ได้มาซึ่งความงดงามภายนอกของร่างกาย ไม่มีใครถูกผิด ทางเลือกและความพอใจของเขา แต่บางคนที่ไม่มีทางให้เลือกมากเท่าไหร่นัก หรือไม่มีสิทธ์เลือกเลย ชีวิตมันไม่มีทางตันหรอก ไม่มีทางให้เลือกก็ไม่ต้องเลือก ทางสร้างเลือกขึ้นมาใหม่สิ สร้างมาให้กับตัวเอง เลือกที่จะอยู่กับสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจหรือต้องการจะได้มา นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุดที่สามารถยอมรับได้มาเวลานี้ ชีวิตคนเรามันสั้นนะ หาจุดยืนของตัวเองให้ได้ ความหมายของชีวิตที่ค้นหามาทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอ ความหมายที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน อะไรคือความหมายของชีวิต คำตอบมันอยู่แต่ละคน เปลี่ยนไปตามวุฒิภาวะ สภาพแวดล้อม อายุ สังคม  ความรู้สึก ใช้หัวใจหาคำตอบสิ ความรู้สึกของเรามันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราคิดอีก  คำพูดของใครบางคนสามารถเปลี่ยนชีวิตของใครอีกคน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้จุดยืน จุดสนใจ ความหมายของชีวิตตัวเองเลย การมีชีวิตอยู่ไปวันๆเสียเวลาเปล่า มนุษย์เกิด เรียน ทำงาน แต่งงาน มีลูก ตาย แค่นี้เหรอ ช่วงเวลาที่เราเกิด เรียน ทำงาน แต่งงาน มีลูก เราทำอะไร เพื่อใคร อะไรคือสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง พอดี ลงตัว สังคมต้องยอมรับไหม ใครต้องยอมรับไหม แล้วเราทำเพื่อใคร คำตอบแตกต่างกันไปหลายๆคำตอบ ไม่มีถูกผิดหรอกโลกนี้มันมีมากกว่าสองคำตอบ


วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

อีกวันหนึ่ง

คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ต้องนอนดึกแล้ว แต่ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากตัวเองทั้งสิ้น ด้วยความไม่รับผิดชอบ จะเป็นคนใหม่แล้ว ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นใช่ไหม พูดแบบนี้มาตั้งแต่ปีหนึ่ง (ไม่เชื่อ) จริงๆ จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อตัวเอง สัญญา ไม่สิไม่ชอบคำนี้ ไม่ชอบสัญญา มันดูเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบอย่างไรไม่รู้ ขณะนี้เวลา 23:27 น. กลางคืนน่ะ แปปเดียวเอง ขอดูภาพ Alex ก่อนเข้านอนจะได้ นอนหลับสบายฝันดี

10 ความเชื่อผิดๆ ฝังหัว เกี่ยวกับร่างกายที่ยังเชื่อกันถึงทุกวันนี้!



10 ความเชื่อผิดๆ ฝังหัว เกี่ยวกับร่างกายที่ยังเชื่อกันถึงทุกวันนี้!
Photo by Phil and Pam Gradwell.
Photo by Phil and Pam Gradwell.

Myth 1: ผม/ขน จะงอกหนา/เร็ว กว่าเดิมถ้าโกนทิ้งซะ


เป็นความเชื่อกันมานานและพูดกันปากต่อปากมาเรื่อยๆและมีการเตือนกัน โดยเฉพาะสาวๆว่า ถ้าไปโกนขนเข้าล่ะก็มันจะงอกมาใหม่หนากว่าเดิมเช่นกัน บางคนเชื่อว่าถ้าโกนผมทิ้งซะ ผมที่ขึ้นใหม่จะขึ้นดกหนากว่าเดิม

การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีมานานแล้ว และมีหลักฐานที่เชื่อถือได้มากมาย เช่น จาก Rachel C. Vreeman และ Aaron E. Carrol นักวิจัยที่สถาบันเกี่ยวกับสุขภาพเด็กได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“มีหลักฐานอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1928 แล้ว โดยมีการทดลองให้เห็นว่าการโกนขนนั้นไม่มีผลอะไรกับการงอกใหม่เลย แม้กระทั่งงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ก็แสดงให้เห็นว่า มันไม่มีผลอะไรเลยในการที่เราโกนผม เพราะผมที่โกนไปมันเป็นแค่ขนที่ตายแล้ว จะไปมีผลกับการงอกใหม่ได้ยังไงกัน”


จริงๆ แล้วผมหรือขนที่งอกขึ้นใหม่นั้น จะยังไม่โดนแสงแดดและสารเคมีใดๆ เลยยังมีสีเข้มอยู่ เลยทำให้ดูหนากว่าเดิม รวมทั้งขนหรือผมที่ขึ้นใหม่ๆ นั้นให้ความรู้สึกหยาบๆ (จั๊กกะจี้ เวลาสัมผัส) คนทั่วไปเลยมีความรู้สึกว่ามันหนาขึ้น
Photo by Victor Hertz.
Photo by Victor Hertz.

Myth 2:วิธีนับแคลเลอรี่ คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดต่อการควบคุมน้ำหนัก และดูแลสุขภาพ


เราเชื่อกันมาเสมอว่า แคลเลอรี่ที่ทานเข้าไป กับที่ใช้งานนั้น เพียงพอแล้วต่อการลดน้ำหนัก แต่ถ้าคิดกันง่ายๆแบบนั้น ก็ยังมีคำถามว่า ทำไมคนบางคนถึงไม่เคยผอมซักที? จริงอยู่ที่ว่า การทานอาหารน้อยๆ นั้นมีผลต่อการลดน้ำหนักแน่ แต่ไม่ใช่ว่าอาหารทั้งหมดที่แคลเลอรี่เท่ากัน จะมีผลต่อร่างกายเหมือนๆ กันไปหมด ร่ายกายคนเราไม่ได้ทำงานกันง่ายๆแบบนั้น

ตัวอย่างง่ายๆ เชื่อกันไหมว่า ข้าวขาหมู 1 จาน กับข้าวยำปักษ์ใต้ 1 จาน จัดมาให้แคลเลอรี่เท่าๆ กันจะมีผลต่อร่างกายในการควบคุมน้ำหนักเหมือนกัน?

ในบทความต้นฉบับ ยกตัวอย่างว่า ให้ลองนึกถึงช็อคโกแล็ตแท่งกับแตงกวาดู ทั้งสองอย่างรสชาติไม่เหมือนกัน ส่วนประกอบก็ต่างกัน คิดว่ามันมีผลต่อร่างกายเหมือนๆกันจริงๆหรือ?

แนวคิดแบบนี้มีปัญหาก็เพราะว่า แคลเลอรี่ มันเป็นแค่หน่วยวัดเมตริกหน่วยนึงเท่านั้นมันเป็นแค่หน่วยที่วัดว่า (จากวิกิครับ) “พลังงานโดยประมาณ ที่ทำให้น้ำ 1กรัมมีความร้อนสูงขึ้น 1องศา” เมื่อแคลเลอรี่เป็นแค่หน่วยวัด มันจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ร่างกายใช้จริงแต่อย่างไร เทียบกันง่ายๆ อย่าหลอกตัวเองว่ากินขนมที่มีแต่ไขมันและน้ำตาลแท่งหนึ่งที่พลังงานเท่าๆ กับอาหารที่มีโปรตีนและแป้งอย่างเหมาะสม มันจะทดแทนกันได้เพียงเพราะมันมีแคลเลอรี่เท่าๆกัน!! (ถึงจุดนี้มีการทดลองอื่นๆ อีก ผมแนะนำให้อ่านบทความต้นฉบับครับ น่าสนใจมาก เช่นมีคนทดลองลดน้ำหนักได้สำเร็จด้วยการกินแต่ขนมก็มี แต่มันหมายความว่ายังไง?)

บทความนี้สรุป ว่าถึงการที่เราทานอาหารที่เพียงพอต่อวันโดยนับหน่วยเป็นแคลเลอรี่จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ร่างกายของเราซับซ้อนกว่านั้นมาก การที่จะลดน้ำหนักการอยากมีสุขภาพที่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับการทานอาหารที่ดีและสมดุล การออกกำลังกายกล้ามเนื้อในร่างกาย พื้นฐานการใช้ชีวิต และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย


ความเห็นผู้แปล โดยรวมๆ ส่วนตัวผมคิดว่าบทความนี้อยากจะบอกทุกคนว่า การมีสุขภาพที่ดี และการลดน้ำหนักนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตารางแคลเลอรี่เท่านั้น การทานอาหารอย่างรู้ว่าเราทานอะไร ลงไป การใช้ชีวิต และอื่นๆมีผลต่อตัวเราทั้งนั้นครับ ฉะนั้นเวลาที่ใครซักคนคิดจะลดน้ำหนัก แล้วเอาแต่นับแคลเลอรี่อย่างเดียว โดยไม่สนใจปัจจัยภายในอื่นๆด้วย ทั้งของอาหารที่ทานเข้าไป และ การออกกำลังกาย จึงไม่น่าจะถูกต้องครับ
Photo by Joi Ito.
Photo by Joi Ito.

Myth 3: คนเราต้องการการนอนวันละ 8 ชั่วโมง


เราทุกคนถูกสอนกันมาตลอดว่าต้องนอนให้ครบแปดชั่วโมงนะเพื่อสุขภาพที่ดี ซึ่งก็อาจจะจริงสำหรับบางคน แต่...มันก็ไม่จริงเสมอไปสำหรับทุกคน......

The Hindustan Time(http://www.hindustantimes.com/Lifestyle/Wellness/Why-even-4-hours-of-sleep-is-enough/Article1-774229.aspx) ชี้ให้เห็นถึงการทดลองตัวหนึ่งจากทางยุโรปว่า ผู้ที่มี ยีนที่รู้จักกันในนาม ABCC9 นั้นสามารถนอนหลับอย่างเพียงพอได้โดยไม่จำเป็นต้องนอนให้เท่าๆคนอื่นๆทั่วๆไป การศึกษานี้ ได้ทำการทดลองในแมลงวันผลไม้ที่มียีนตัวนี้ แล้วก็พบเช่นเดียวกันว่าแมลงวันพวกนี้ต้องการพักผ่อนน้อยกว่าปรกติเช่นกัน

ในบทความต้นฉบับเคยมีการสำรวจเช่นกันว่าผู้อื่นแต่ละคนต้องการการนอนวันละกี่ชั่วโมง ผลจากการสอบถามครั้งนั้น ก็ยืนยันผลการศึกษานี้เช่นกัน เพราะบางคนก็บอกว่า 8 ชั่วโมงจำเป็นมาก ในขณะที่บางคนบอกว่า 8 ชั่วโมงสำหรับเขานั้นมากเกินไป

นอกจากนั้นยังมีการศึกษาอีกตัว (http://www.wired.com/science/discoveries/news/2007/12/sleep_deprivation) ที่ศึกษาเกี่ยวกับสารเคมีตัวนึงที่ชื่อ Orexin A ที่เชื่อกันว่า จะเป็นตัวที่มาแทนที่การนอนหลับได้ และสารนี้ก็มีอยู่เล็กน้อยในมนุษย์ด้วย และเมื่อสารตัวนี้หมดไปจะทำให้คนเรารู้สึกเหนื่อย

ตั้งแต่มีการพบสารตัวนี้มาก็ มีการนำสารตัวนี้มาทำเป็นสเปรย์พ่นทางจมูก (เพื่อการทดลองเท่านั้น!)เพื่อการศึกษาในการรักษาโรค Narcolepsy (http://en.wikipedia.org/wiki/Narcolepsy) หรือโรคผิดปกติทางการนอน โดยการศึกษาที่สถาบัน UCLA โดยทดลองกับลิง พบว่าลิงที่ไม่ได้นอนมา 30-36 ชั่วโมงที่ได้รับสาร Orexin A เข้าไป มีความตื่นตัวเหมือนลิงที่นอนมาปรกติ

การศึกษาเกี่ยวกับ Orexin A นั้นยังค่อนข้างใหม่ครับ แต่ผลสรุปคร่าวๆ อาจจะชี้ให้เห็นว่า การนอนอาจจะไม่ได้มีผลอย่างที่เราคาดกันไว้ในอดีต และการนอน 8 ชั่วโมงนั้นอาจจะเป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่ได้จำเป็นเสมอไปกับทุกๆคนครับ

ความเห็นผู้แปล เรื่องนี้ผมไม่มีความเห็นครับ เรื่องสาร Orexin A ผมก็เพิ่งเคยได้ยิน แต่เรื่องนี้ก็คงบอกได้อย่างดีว่าทำไมบางคนนอนน้อย แต่ก็ยังทำงานได้ปรกติครับ
Photo by Giles Cook.
Photo by Giles Cook.

Myth 4: อ่านในที่แสงไม่พอทำให้ตาบอด/สายตาสั้น


หลายๆ คนคงเคยโดนว่าอยู่เสมอเวลาที่อ่านหนังสือในที่มืดๆ ว่าจะทำให้สายตาสั้นหรือ ถึงขนาดตาบอด แต่จริงๆ แล้วจากการศึกษาพบว่า การอ่านหนังสือในที่แสงไม่พอนั้น อาจจะทำให้ตาล้าไปบ้าง แต่ไม่ทำให้ผลอะไรถาวรกับดวงตาเราอย่างแน่นอน

Rachel C. Vreeman และ Aaron E. Carrol กล่าวไว้น่าสนใจว่า ชอบมีการพูดว่าคนที่มีการศึกษาสูงๆ( อ่านหนังสือมาเยอะ) มักจะเป็นกลุ่มที่สายตาสั้น แต่มันขัดแย้งกับความจริงที่ว่า นักวิชาการในสมัยก่อนๆ ที่ยังไม่มีไฟฟ้า นั้นก็อ่านกันในที่แสงไม่พอเช่นกัน

แต่พอช่วงหลังๆ ที่มีไฟฟ้าแล้ว กลับโทษว่าที่คนสายตาสั้นเพิ่มขึ้นนั้น เป็นเพราะอ่านหนังสือในที่ไฟไม่พอ และเพื่อยืนยันเรื่องนี้ผู้เชียวชาญจำนวนมากก็ยืนยันว่าการอื่นหนังสือในที่แสงไม่พอนั้นไม่มีผลอะไรกับดวงตาเช่นกัน

ความเห็นผู้แปล เรื่องนี้ผมก็โดนว่าอยู่บ่อยๆ เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เปิดไฟอ่านต่อไป
Photo by Sam Howzit.
Photo by Sam Howzit.

Myth 5: ปัสสาวะช่วยลดอาการเจ็บปวดจากพิษของแมงกะพรุนได้

ใครเคยดู Friend อาจจะเคยเห็นตอนที่ตัวละครตัวนึงโดนแมงกะพรุนเข้า และมีคนบอกว่าให้ปัสสาวะรด จะช่วยลดความเจ็บปวดได้ ...จริงหรือ?

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ Fwd เมล์หรือมีการเล่าต่อๆกันมาว่าฉี่ช่วยลดพิษจากแมงกะพรุนได้ แต่ความจริงเป็นอย่างไร?

Mark Leyner และ Dr. Billy Goldberg, ผู้แต่ง Why Do Men Have Nipples?, อธิบายว่า

สิ่งที่ควรทำเวลาโดนแมงกะพรุนต่อยเอาก็คือ พยายามเอาหนวดมันออกมาให้หมด ให้ใช้ถุงมือถ้าเป็นไปได้ บริเวณที่โดนนั้นให้ใช้น้ำสมสายชูล้างเพราะจะช่วยให้พิษกระจายช้าลง ถ้าหาน้ำส้มสายชูไม่ได้ ให้ใช้น้ำทะเลเพื่อล้าง

จากการศึกษาในห้องทดลองพบว่า การใช้ ปัสสาวะ แอมโมเนีย และแอลกอฮอลล้างบริเวณที่โดนพิษนั้นจะทำให้ปวดแสบร้อนยิ่งขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าการปัสสาวะรดนั้นนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้แย่กว่าเดิมลงไปอีก ครับ

ความเห็นผู้แปล เรื่องนี้ผมเพิ่งเคยได้ยินเลยนึกว่าเป็นเรื่องที่เฉพาะพวกฝรั่งเล่ากัน แต่พอไปลองค้นดูก็พบว่า มีคนไทยส่วนหนึ่งเชื่อเรื่องนี้เหมือนกันครับ
Photo by Tony Alter.
Photo by Tony Alter.

Myth 6: เพราะว่าฉันเป็นคนที่มี Metabolism ต่ำ ก็เลยทำให้ฉันเป็นคนอ้วน



ที่บางคนผอมน่ะ เพราะมี อัตรา Metabolism สูงเขาเลยมีสุขภาพที่ดี, บางคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาบ้างแล้วเป็นเรื่องจริงหรือไม่? ก็ไม่เสมอไป

ครั้งหนึ่ง สำนักข่าว ABC เคยสัมภาษณ์ Dr. Jim Levine เกี่ยวกับการศึกษาที่ Mayo Clinic ที่มีการศึกษาเกี่ยวกับ อัตรา metabolism ของคนในทั้งกลุ่มคนอ้วนและคนผอม

จากการศึกษาจากคนไข้สองคนพบว่า เรื่องนี้ตรงข้ามกับความเชื่อเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง โดยสรุปผลจากการศึกษาง่ายๆ ได้ว่า คนที่มีร่างกายหนักกว่านั้นก็ย่อมต้องมีการ Metabolism เพื่อทำให้ร่างกายทำงานต่อไปได้อย่างดี ในขณะที่คนที่มีน้ำหนักน้อยนั้น อัตรา metabolism จะต่ำกว่า

Dr.Levin กล่าวว่าผลจากปัญหาเรื่องน้ำหนักนั้น มาจากผลเรื่องการ metabolism น้อยมากเมื่อเทียบกับลักษณะการใช้ชีวิตของผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก และยังไม่ต้องพูดว่าปัญหาพวกนี้ยังเกี่ยวกับเรื่องอาหารที่ทาน การออกกำลังกายและปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย ปัญหาเรื่อง metabolism นั้นเป็นเพียงปัญหาเล็กๆมากๆตัวหนึ่งเท่านั้น

ความเห็นผู้แปล อ้วนไม่อ้วนเลิกโทษการเผาผลาญไม่เท่ากันได้แล้วครับ
Photo by Faith Goble.
Photo by Faith Goble.

Myth 7: เราจะเป็นหวัดถ้าเราถูกอากาศหนาว (หรือตัวเปียก)


เราคงถูกสอนมาตลอดว่า ให้ห่มผ้าให้ดีเวลาอากาศหนาว หรือว่าถ้าตัวเปียกให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวจะเป็นหวัด แต่จริงๆ แล้วหวัดนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส คุณต้องสัมผัสกับเชื้อไวรัสคุณถึงจะเป็นหวัดได้

Mark Leyner และ Dr. Billy Goldberg, ผู้แต่ง Why Do Men Have Nipples?,(ท่าทางจะฮิตนะหนังสือเล่มนี้) อธิบายว่า

“อากาศหนาวหรือการที่ตัวเปียก ไม่ได้ทำให้เราเป็นหวัดแต่อย่างใด แต่เหมือนคนส่วนใหญ่จะไม่อยากยอมรับความจริงนี้กันเท่าไหร่นัก ไข้หวัดทั่วๆไปนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส ไวรัสมีอยู่ในทุกที่และก็เป็นการยากที่เราจะไม่สัมผัสมัน เวลาที่คุณเจอใครซักคนที่เป็นหวัด เป็นไปได้สูงว่าคุณจะติดหวัดจากเขา เพราะฉะนั้นให้ระวังไว้เวลาพบคนเป็นหวัดโดยต้องหมั่นล้างมือบ่อยๆ การนอนไม่พอการทานอาหารอย่างไม่เพียงพอจะทำให้คุณมีภูมิต้านทานต่ำลงและติดหวัดได้ง่าย จงจำไว้ว่า antibiotics นั้นไม่ได้ช่วยคุณจากหวัด antibiotics จะทำงานกับแบคทีเรียเท่านั้น การพักผ่อน และการทานอาหารที่ดีต่างหากที่ช่วยคุณจากหวัดได้”

แต่ถ้าเรื่องนี้จริง ทำไมคนส่วนมากมักเป็นหวัดกันในหน้าหนาวและเวลาเจออากาศหนาวๆ ล่ะ จริงๆแล้วคุณหมอก็ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ก็มีทฤษฎี อยู่บ้างว่า ในหน้าหนาว คนเรามักจะอยู่ใกล้กัน และอยู่ในบ้านหรืออาคารซะมากกว่ากลางแจ้งเลยเป็นโอกาสที่จะทำให้ติดหวัดได้มากขึ้น

ความเห็นผู้แปล ผมเคยคิดว่าที่โดนฝนแล้วเป็นหวัดได้ง่ายนั้นอาจจะไม่ใช่เพราะตัวเปียก แต่เพราะน้ำฝนสกปรกหรือเปล่า ความเห็นส่วนตัวนะครับ
Photo by Jenny Downing.
Photo by Jenny Downing.

Myth 8: ความร้อนส่วนใหญ่ของคนเราถูกระบายออกทางหัว


เวลาหนาวๆ แล้วใส่หมวกไว้ดูเหมือนจะอุ่นขึ้นจริงไหมครับ ฉะนั้นถ้ามีคนบอกคุณว่าความร้อนของคนเราส่วนใหญ่ถูกระบายออกทางหัว ก็อาจจะไม่ดูเกินจริงไปนัก แต่จากผลการศึกษาพบว่า ใส่หมวกไว้ ก็แค่ช่วยให้หัวคุณอุ่นขึ้น ...แค่นั้นล่ะครับ

Rachel C. Vreeman และ Aaron E. Carrol ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องเก่ามากๆ ที่เล่ากันมาจากการศึกษาในกองทัพโดยให้ ผู้ถูกทดลองอยู่ในที่มีอากาศหนาวมากๆ และใส่ชุดสำหรับกันหนาวไว้โดยไม่ใส่หมวก และลองวัดอัตราการศูนย์เสียความร้อนแล้วพบว่า ความร้อนส่วนใหญ่นั้นสุญเสียไปจากทางหัว แต่จริงๆแล้วเป็นเพราะว่ามันเป็นส่วนเดียวที่สัมผัสความเย็นโดยตรงต่างหาก

นักวิจัยกล่าวว่าลอง ให้การทดลองนี้กลับกันโดยให้ใส่ชุดว่ายน้ำแทน ดูสิ แล้วคุณก็จะพบว่าความร้อนที่เสียจากหัวน่ะ ไม่เกิน 10% หรอกและจากการศึกษาในปัจจุบันก็พบว่า ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับหัวของคนเราในการระบายความร้อน สรุปแล้ว ถ้าหนาวมากๆ ก็ใส่ชุดให้มิดชิด แค่นั้นเอง”

ความเห็นผู้แปล เรื่องนี้เป็นบทความของชาวต่างชาติ ส่วนตัวผมไม่ค่อยเคยได้ยินเรื่องนี้นักครับ เคยได้ยินผ่านหูมาบ้างแต่ไม่แน่ใจว่าจากไหน
Photo by Linda Tanner.
Photo by Linda Tanner.

Myth 9: เวลาโดนงูกัด ให้ใช้ปากดูดพิษออก


เราคงเคยผ่านตาจากหนังหรือละครมาบ้างที่พระเอกดูดพิษออกจากแผลของนางเอกด้วยปากตอนที่นางเอกโดนงูกัด จนคนส่วนใหญ่คงเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริง แล้วจริงๆแล้วมันเชื่อได้ไหม?

Mark Leyner และ Dr. Billy Goldberg, ผู้แต่ง Why Do Men Have Nipples?,(ต้องไปหามาอ่านแล้วมั้งนี่) บอกว่า สภากาชาดได้บอกวิธีปฐมพยาบาลผู้ถูกงูกัดไว้ดังนี้

1. ล้างแผลที่ถูกกัดด้วยสบู่และน้ำ
2. ทำให้ส่วนที่ถูกกัดไม่เคลื่อนไหวและพยายามทำให้อยู่ต่ำกว่าหัวใจไว้
3. รีบพบแพทย์หรือรับการรักษาทันที


ในบางกรณีอาจจะมีการแนะนำให้มีการรัดเหนือแผลไว้เพื่อลดการกระจายของพิษด้วย

****เครดิตเฉพาะรูปนี้จาก http://shadowfire-x.deviantart.com/art/Green-Mamba-50991795
Photo by Peter Hess.
Photo by Peter Hess.

Myth 10 การปลุกคนที่เดินละเมอเป็นเรื่องอันตราย



จริงๆ แล้วการไม่ปลุกคนที่เดินละเมอต่างหากที่อันตรายบทความต้นฉบับกล่าวว่า ที่ว่าอันตรายที่จะปลุกคนเดินละเมอน่าจะเพราะคนส่วนใหญ่ที่โดนปลุกโดนปลุกโดยวิธีทุบให้รู้สึกตัวต่างหาก และคนที่ตื่นขึ้นมาก็อาจจะรู้สึกตกใจพอสมควรที่ตัวเองตื่นขึ้นมาในที่ไหนก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่เตียงที่ตัวเองเข้านอน และอาจจะทำให้คนที่ถูกปลุกบางคนรู้สึกกลัวได้

แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้วการปล่อยให้คนเหล่านี้เดินไปเรื่อยๆ ต่างหากที่อันตรายเพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังเดินไปไหนหรือมีอะไรอันตรายอยู่บ้าง

Dr. Ana C. Krieger จาก Sleep Disorders Center at New York University กล่าวว่าทางที่ดีที่สุดที่จะจัดการเรื่องนี้ก็คือ พยายามพาคนที่เดินละเมอไปนอนที่ไหนซักที่ หรือถ้าจำเป็นก็ค่อยๆปลุกเขาขึ้นมา แต่สิ่งที่ดี ที่สุดก็คือพาพวกเขากลับไปที่เตียงที่เขานอนอยู่ตอนแรกนั่นเอง

ความเห็นผู้แปล เรื่องนี้ก็ไม่คุ้น แต่ผมเองเคยมีคนเล่าเหมือนกันว่าละเมอหนักมาก ถึงขนาดโวยวาย หรือลุกขึ้นมาเดินเลยทีเดียว เคยมีประสบการณ์ตื่นขึ้นมาแล้วงงๆว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงอยู่สองถึงสามครั้งครับ

Adam Dachis เขียน
xnone แปล
Jaideejung007 เรียบเรียง
10 Stubborn Body Myths That Just Won’t Die, Debunked by Science ที่มา(ต้นฉบับ)
10 Myth -10 ความเชื่อผิดๆ ฝังหัวเกี่ยวกับร่างกาย ที่ยังเชื่อกันถึงทุกวันนี้ แปลภาษาไทย

ที่มา www.teenee.com