วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

จะเกิดอะไรขึ้น...เมื่อคุณอดนอน!!!


เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ monman

            ถ้าช่วงนี้มีเพื่อนตัวดีของคุณมาทักคุณว่า "ช่วงนี้หน้าแก่จังนะ อ้วนขึ้นด้วย แถมยังขี้ลืมบ่อยอีกต่างหาก" ก็อย่าเพิ่งโมโหโกรธาเพื่อนตัวดีไปใยนะจ๊ะ ต้องขอบคุณเขาเสียอีกที่ทำให้เรารู้ว่า กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีขึ้นในตัวเรา ซึ่งก็อาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำกันจนเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว 

            อย่างเช่น ใครก็ตามที่ชอบปั่นการบ้านในคืนสุดท้ายก่อนเส้นตายส่งพรุ่งนี้ หรือพวกติดเกมส์ ที่แบบว่าคืนนี้ไม่ผ่านด่านนั้นก็ไม่มีทางวางเมาส์เสียหรอก รวมถึงพวกชอบแชท คุยเพลิน คุยมันส์ หันไปมองนาฬิกาอีกที ตีห้าแล้วหรือนี่ ต้องลุกไปอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานต่อจน "อดนอน" นี่แหละจ้า...สาเหตุที่ทำให้คุณมีอาการดังที่กล่าวมา 

            แต่เอ...ดูเหมือนว่าหลายคนยังทำหน้าสงสัยว่า "อดนอน" หรือ "นอนดึก" แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ "หน้าแก่" และ "ความอ้วน" กันล่ะ เอ้า...ถ้าไม่เชื่อลองมาอ่านภาพการ์ตูนน่ารัก ๆ ของ คุณ monman  กันดูซะ จะได้เข้าใจว่า "การอดนอน" ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเลยล่ะ ว่าแต่...ใครที่ชอบ "อดนอน" มาคอนเฟิร์มซิว่า มีอาการแบบที่ คุณ monman บอกไว้หรือเปล่า...

ที่มา www.kapook.com

วิจัยชี้ 1 ใน 6 ของผู้ใหญ่ยังคงนอนกอดตุ๊กตา


วิจัยชี้ 1 ใน 6 ของผู้ใหญ่ยังคงนอนกอดตุ๊กตา

          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังคงนอนกอดตุ๊กตาหมี ขณะหลับปุ๋ยในแต่ละคืนเหมือนเด็ก ๆ แล้วล่ะก็ อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอายเลย เพราะยังมีคนวัยผู้ใหญ่อีกไม่น้อยที่เป็นเหมือนกับคุณนั่นแหละ เอ้า ถ้าไม่เชื่องั้นลองไปติดตามงานวิจัยที่เราหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ดู
          เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ เปิดเผยงานวิจัยสุดน่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอนหลับของประชาชนวัยผู้ใหญ่ชาวอังกฤษ พบว่า 1 ใน 6 ของประชาชนวัยผู้ใหญ่ยังคงกอดตุ๊กตาหมีนอนหลับเหมือนกับวัยเด็ก และผู้คนจำนวนไม่ต่างกันนี้มักจะซักที่นอนนาน ๆ ครั้ง คือ มากกว่า 1 เดือน
          โดยงานวิจัยดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยสถานีโทรทัศน์ช่อง QVC ของอังกฤษ ได้ออกแบบสำรวจความคิดเห็นประชากรวัยผู้ใหญ่จำนวน 1,000 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการนอนของพวกเขา พบว่าผู้ใหญ่ 16% ยังคงนอนกอดตุ๊กตาขณะนอนหลับ โดยให้เหตุผลว่าตุ๊กตาตัวโปรดของตัวเองนั้นช่วยให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายยามนอนหลับได้ ขณะที่ผู้ใหญ่ 4% ยังคงเปิดไฟนอน และมีผู้ใหญ่เพียง 20% เท่านั้นที่นอนหลับเพียงพอที่ 8 ชั่วโมงในแต่ละคืน
          ยิ่งไปกว่านั้น ผลวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ใหญ่กว่า 16% ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดบนเตียงเท่าไรนัก พวกเขาสามารถนอนบนที่นอนที่ไม่ได้ซักได้นานกว่า 1 เดือน แถมยังหวังให้คู่นอนของตัวเองเป็นคนเอาที่นอนหมอนผ้าห่มไปจัดการซักให้อีกด้วย
          ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัยดังกล่าว ก็เพื่อสำรวจพฤติกรรมการนอนที่แสดงออกถึงสุขอนามัยของผู้คนวัยผู้ใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ยังมีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ยังละเลยการพักผ่อนในเวลาที่เหมาะสม และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมเวลานอน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของพวกเขาในระยะยาวได้
ที่มา www.kapook.com

นอนดึก ตื่นสาย ทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย


นอนดึก ตื่นสาย ทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย



นอนดึก

ปัญหาการนอนหลับ (ตอนที่ 6) นอนดึกตื่นสาย ทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย (หมอชาวบ้าน)
โดย แพทย์แผนจีน นพ.ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล

          หลังจากตรากตรำงานหนักมาตลอด 5 วัน ต้องตื่นเช้าไปทำงาน หรือเรียนหนังสือ ดังนั้น พอถึงเย็นวันศุกร์-เสาร์ ชีวิตของคนทำงานหรือคนในเมืองส่วนใหญ่ก็จะพักผ่อน ดูโทรทัศน์ ดูหนัง ท่องอินเทอร์เน็ต นัดสังสรรค์ เที่ยวกลางคืนจนดึกดื่นเลยเที่ยงคืน แล้วนอนเต็มที่ วันรุ่งขึ้น ตื่นนอนตอนสาย บางคนเลยเที่ยงวันไปก็มี ไม่ต้องกินมื้อเช้า

          น่าเป็นห่วงว่าเด็กสมัยนี้จำนวนมากมีวิถีชีวิตแบบนี้ โดยเฉพาะเด็กมหาวิทยาลัย (วันเสาร์-อาทิตย์ไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปกวดวิชาเหมือนตอนอยู่ประถมหรือมัธยม)

          บางคนสำคัญผิดคิดว่า นี่คือวันแห่งเสรีภาพที่ได้รับการปลดปล่อยประจำสัปดาห์ นอนให้อิ่มไปเลย อาหารเช้าไม่ต้องกิน แถมยังเป็นการลดความอ้วนไปในตัว แต่หารู้ไม่ว่าวิถีชีวิตแบบนี้คือการบั่นทอนและทำลายร่างกายไปโดยไม่รู้ตัว เป็นปัญหาสุขภาพที่จะตามมาในอนาคต
 การนอนตื่นสายผิดวิถีธรรมชาติ

          ในช่วงเช้า 05.00-07.00 น. รุ่งอรุณ ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ฟ้าเริ่มสว่าง ประตูแห่งดินได้เปิดขึ้น ร่างกายมนุษย์มีรูทวารหนักเสมือนประตูแห่งดินก็จะเปิดเช่นกัน (ลำไส้ใหญ่พร้อมจะบีบตัว เพื่อขับของเสียที่ผ่านการทำลายของตับมาแล้ว ขจัดออกจากร่างกายทางการขับอุจจาระและปัสสาวะ)

          วัฏจักรของการทำงานรอบใหม่ ความจริงเริ่มต้นตั้งแต่ช่วง 03.00-05.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่พลังร่างกายกำลังผันแปรจากการสะสมที่หยุดนิ่ง สู่การเคลื่อนไหวกระจายพลังไปยังอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งตรงกับการทำงานของอวัยวะปอดนั่นเอง

          การตื่นสายโดยเฉพาะหลัง 09.00 น. จนถึงเที่ยงหรือบ่าย บางคนเข้าใจผิด มองว่าทำให้มีการพักผ่อนเต็มที่ชดเชยการพักผ่อนไม่เพียงพอในวันก่อน ๆ ไม่ต้องกินอาหารมื้อเช้า เท่ากับเป็นการลดน้ำหนักไปในตัว ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก

ง่วงนอน

 ผลเสียอะไรที่จะตามมา ถ้านอนดึก และตื่นสายมาก ๆ

           ความเข้าใจผิดข้อหนึ่งของคนทั่วไปคือ คิดว่าการนอนหลับสามารถชดเชยได้ ด้วยการนอนให้พอ 8-10 ชั่วโมง เช่น ถ้านอนดึกมากก็ตื่นสาย ๆ เป็นการนอนชดเชย ถ้ากลางคืนไม่นอนก็นอนกลางวันทดแทนได้

           คัมภีร์ "หวงตี้เน่ยจิง" ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางการแพทย์กว่า 2,400 ปี มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการรักษาเมื่อไม่เกิดโรค หรือการดูแลสุขภาพ เพื่อไม่ให้เกิดโรค ได้อธิบายและชี้แนะถึงวิถีแห่งธรรมชาติ ว่า การดำเนินชีวิตจะต้องสอดรับมีจังหวะที่สอดคล้องกัน เป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพและป้องกันไม่ให้เกิดโรค และหนทางสู่การมีอายุที่ยืนยาวปราศจากโรค

 การตื่นสายโดยเฉพาะหลัง 09.00 น. ถึงเที่ยงหรือบ่าย จะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

 1.ขาดการกินอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นอาหารมื้อหลัก

          อาหารมื้อเช้ามีความสำคัญที่สุด ด้านหนึ่งพลังลมปราณของกระเพาะอาหารสูงสุด อาหารมื้อเช้าสามารถย่อยและดูดซึมได้ดีที่สุด และจะส่งต่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในเวลาถัดมาเป็นกระบวนการต่อเนื่อง

          ถ้าเปรียบร่างกายเป็นเสมือนโรงงานผลิตสินค้า การพัฒนาเติบโตของกิจการไปข้างหน้าของโรงงานต้องอาศัยการป้อนวัตถุดิบ และผ่านกระบวนการผลิตจนได้สินค้าออกจำหน่าย เพื่อเกิดรายได้มาหล่อเลี้ยงคนงาน และทุกภาคส่วนของโรงงาน

          กระเพาะอาหาร คือ เครื่องจักรในการรับวัตถุดิบ เพื่อนำไปแปรสภาพเป็นทุก ๆ อย่าง ทุกแผนกของโรงงาน ถ้าถึงเวลาที่เครื่องจักรเริ่มทำงานแล้ว ไม่มีวัตถุดิบป้อนเข้าไปก็จะกระทบกับแผนกงานต่าง ๆ กระทั่งรายได้ของโรงงาน และความดำรงอยู่ของโรงงาน นาน ๆ เข้าก็คือโรงงานจะอยู่ไม่ได้

          แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญระบบกระเพาะอาหารและม้าม คือ แหล่งทุนที่สำคัญที่สุดในการสะสมทุน (สารจิง) ทุกคนมีทุนสะสมจากพ่อแม่เรียกว่า จิงของไต แต่ทุนเหล่านี้บางคนอาจได้รับมามาก บางคนรับมาน้อยไม่เท่ากัน จิงจากการแปรเปลี่ยนจากอาหารโดยการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม คือทุนภายหลังที่จะมาเติมเต็มหรือเสริมจิงเดิม (ทุนเดิม) ที่มาจากพ่อแม่

          ลองคิดดูหากช่วงเวลา 07.00-09.00 น. ไม่กินอาหาร ในที่สุดกระบวนการสะสมทุน (สารจิง) ในร่างกายก็จะน้อยลง ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด หรือเหมาะสมที่สุดในการสะสมทุกให้กับร่างกายด้วยการกินอาหาร

          การกินอาหารในช่วงเวลานี้ ร่างกายนอกจากจะย่อยดูดซึมดีแล้ว ยังส่งไปหล่อเลี้ยงเครื่องจักรหรืออวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้ดีด้วย พลังงานที่ใช้เงินทุนหมุนเวียน หรือสภาพคล่องก็จะดี อาหารตกค้างหรือสะสมจึงมีน้อยและโอกาสที่ทำให้เกิดโรคอ้วนก็มีน้อยเช่นกัน

          ในทางตรงข้ามถ้าไปกินมื้อดึกเป็นมื้อหนัก โดยเฉพาะหลังเที่ยงคืน ด้านหนึ่งร่างกายจะย่อยดูดซึมอาหารไม่ดี อีกด้านหนึ่งอวัยวะต่าง ๆ ต้องการพักผ่อนไม่ต้องการพลังงานจึงเกิดการตกค้างของอาหาร และพลังที่เหลือใช้ก็จะถูกสะสมในร่างกาย เป็นความชื้น เสมหะ หรือไขมันใต้ผิวหนังนำมาซึ่งโรคอ้วน

          โบราณกล่าวว่า "ม้าไม่กินหญ้ากลางคืน...ไม่อ้วน"

ห้องนอน

 2.ช่วงเช้าเป็นช่วงที่บรรยากาศเป็นพิษมากที่สุด โดยเฉพาะในห้องนอน

          เนื่องจากห้องปิดทึบ ผ่านอากาศที่เย็นเป็นภาวะยิน ทุกอย่างเก็บสะสมรวมตัวสู่เบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นมลพิษ ช่วงเช้าต้องปล่อยให้แสงอาทิตย์ส่องเข้าไปทำลาย และเปิดหน้าต่างระบายมลพิษต่าง ๆ ออกจากห้องนอน การนอนหมกอยู่ในห้องนอนที่มีมลพิษช่วงเช้า จะทำให้เกิดภาวะภูมิแพ้ ไอ แพ้อากาศ และเกิดการสะสมมลพิษจากการหายใจได้มาก ยิ่งถ้าห้องนอนสกปรก เหม็นอับ อากาศถ่ายเทไม่ดี แสงแดดเข้าไปถึง ทำให้เกิดอาการไม่สบายบ่อย ๆ

          ที่กล่าวมานี้เป็นเหตุผลบางประการที่นำมาเล่าสู่กันฟัง พฤติกรรมแบบนี้ของเด็กสมัยใหม่เป็นกันแทบทุกบ้านจนเป็นปัญหาของคุณพ่อคุณแม่ ส่วนเด็กทั้งหลาย ยามที่ไม่ประสบกับปัญหาสุขภาพ พวกเขาจะยังไม่เข้าใจและยอมรับฟังสักเท่าไร เพราะเพื่อน ๆ ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น

 3.คนที่ทำงานมากจนถึงดึกดื่น ควรจะทำอย่างไร

          แนะนำให้นอนก่อนเพื่อเก็บพลัง แล้วตื่นนอนแต่เช้ามาทำงาน สมองจะปลอดโปร่งกว่า คนบางคนกินกาแฟกระตุ้นในช่วงกลางคืน ทำให้ตาสว่างทำงานได้ถึงตี 3-4 หารู้ไม่ว่าเวลาดังกล่าวพลังหยางถูกนำมาใช้ ทั้ง ๆ ที่ยังเก็บสะสมได้ไม่เพียงพอหรือยังไม่ได้สะสมเลย แน่นอนระยะยาวร่างกายต้องเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว

          ปัญหาเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ คนเราพยายามเรียนหาความรู้มากมายใส่ตัว เพื่อความเป็นเลิศ แต่ต้องพึงสำนึกว่า แม้จะเก่งยอดเยี่ยมสักปานใด แต่ถ้าสุขภาพไม่ดี หรือมีปัญหาสุขภาพแล้ว เราจะรู้สึกเสียใจและเสียดาย เพราะเวลาที่ผ่านมาในอดีต เราได้ทำลายตัวเราเองตลอดถึงตอนนั้น เงินทองที่หามาได้ อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เสียหายไปมากแล้วกลับคืนมาได้





ขอขอบคุณข้อมูลจาก




ดูแลผมร่วง ผู้ป่วยมะเร็ง


การดูแลปัญหาผมร่วงในผู้ป่วยมะเร็ง (ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย)

          การใช้เคมีบำบัดในการรักษามะเร็ง คือการใช้สารเคมีบางตัวไปยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือโตเร็วผิดปกติ ในเมื่อเซลล์รากผมของเราเป็นเซลล์ที่เติบโตเร็วมาก ดังนั้น เซลล์รากผมจึงถูกกระทบไปด้วย เพราะเมื่อร่างกายได้รับเคมีบำบัด เซลล์รากผมจะตาย และผมก็จะร่วงจนหมด  

          โดยทั่วไปผมจะเริ่มร่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากได้รับยาเคมีบำบัดหรือฉายแสง ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อยาของแต่ละคน และการรักษาที่แตกต่างกัน โดยจะมีอาการนำก่อนผมร่วง คือ อาการคันที่หนังศีรษะอย่างรุนแรง แต่ก่อนอื่นต้องรู้ว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหยุดให้เคมีบำบัดแล้ว ผมก็จะกลับขึ้นมาได้อีกดังเดิม ถ้าผมขึ้นใหม่และเรารู้จักดูแลสุขภาพให้ดีด้วยอาหาร และการออกกำลังกาย ผมที่ขึ้นใหม่อาจจะสวยกว่าผมเดิม โดยผมที่ขึ้นใหม่อาจใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี หลังการรักษา ขึ้นกับความยาวที่ต้องการ (ผมจะยาวประมาณ 3/4 ถึง 1 นิ้วทุก 4 สัปดาห์)

          อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เคมีบำบัดทุกตัวจะทำให้ผมร่วง ถ้าไม่แน่ใจให้สอบถามหมอที่รักษาว่า ยาเคมีบำบัดที่จะได้รับทำให้ผมร่วงหรือไม่ เพื่อที่จะได้เตรียมตัว เตรียมใจรับกับสภาพผมร่วงได้ทัน ทางเลือกที่สะดวก คือ เตรียมหาวิกผมที่ถูกใจเอาไว้ใช้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลือกผมที่ดูเหมือนธรรมชาติ ง่ายต่อการดูแลรักษา และราคาที่สมเหตุสมผล หรือถ้าไม่ชอบวิกผม ก็อาจจะหาหมวกพวกหมวกไหมพรมถักไว้ใส่ หรือหาผ้าพันสีสวย ๆ มาโพกศีรษะ เวลาออกนอกบ้านก็ได้

การดูแลผมระหว่างการรักษา

           1. ตัดผมสั้น ไม่ควรย้อมผมหรือฟอกสีผม

           2. สระผมด้วยแชมพูอ่อน ๆ โดยไม่ควรสระผมบ่อยเกินไป ประมาณสัปดาห์ละครั้ง หลังสระผมให้ใช้ผ้าสะอาดซับเบา ๆ ให้แห้ง  อย่าขยี้ผม ใช้แปรงซี่ห่าง ๆ แปรงผมเบา ๆ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องเป่าผมไฟฟ้า เครื่องอบผม ปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ

           3. ใช้แป้งเด็กทารอบคอ หลัง  เพื่อลดอาการคัน และระคายเคืองจากผมร่วง

การดูแลตัวเองเมื่อผมร่วงแล้ว

           1. ซับหนังศีรษะด้วยผ้าเช็ดตัวเบา ๆ ไม่ถู หรือขัด

           2. สวมหมวก หรือใช้ผ้าโพกผม วิกผม ทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน และควรทาครีมกันแดด หากไม่ได้ใช้ผ้าคลุมศีรษะหรือวิกผม

           3. สวมหมวกที่ทำด้วยผ้าฝ้าย หรือผ้าสาลูก่อนสวมวิกผม จะช่วยลดอาการคันจากการสวมวิกผมได้

           4. ควรสวมหมวกเวลานอนตอนกลางคืน และปลอกหมอนควรเป็นผ้าซาติน จะได้ไม่เกิดเสียดทานกับหนังศีรษะ

การดูแลวิกผม 

          ห่อเก็บรักษาด้วยผ้าฝ้าย ไม่ควรใช้ผ้าไหม วิกผมอาจเป็นเส้นผมสังเคราะห์ ผมจริงหรือผสมก็ได้ ข้อสำคัญควรลองให้รู้สึกแน่นพอดีกับศีรษะของผู้ป่วย และใช้สลับกับการสวมหมวกผ้าโพกผมในหลากหลายรูปแบบ ควรทำความสะอาดหลังใช้ประมาณ 20 ครั้ง หรือเมื่อรู้สึกว่าควรต้องทำความสะอาด โดยสระด้วยแชมพูอ่อน ๆ ด้วยน้ำเย็น และล้างออก ซับด้วยผ้าให้เบามือ แขวนไว้กับปุ่ม หรือที่แขวนวิก ห้ามแปรงผมที่มาจากสารสังเคราะห์ขณะเปียก ส่วนการจัดทรงหลังจากวิกผมแห้ง ไม่ควรใช้ที่ม้วนด้วยความร้อน และไม่ควรใส่วิกผมใกล้ความร้อน เช่นทำกับข้าว

อาหารที่บำรุงเส้นผมช่วยการงอกของผม

           1.เบต้าแคโรทีน ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ไม่ขาดง่าย ไม่แตกปลาย มีน้ำหนัก และมันเงางาม พบมากในพวกผักผลไม้ที่มีสีเขียวจัด แดง เหลือง ม่วง เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง ปวยเล้ง ผักโขม บร็อคโคลี่ แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ บีทรูท มะละกอ แคนตาลูป

           2. วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุที่จำเป็นต่อเส้นผม เช่น เหล็ก สังกะสี ได้ดีขึ้น พบมากในมะขามป้อม เชอรี่ ฝรั่ง ส้ม

           3. วิตามินอี ช่วยในการซ่อมแซมรากผมที่เสียหาย มีมากในข้าวกล้อง ถั่ว งา และเมล็ดพืชทุกชนิด

           4. สังกะสี เป็นสารจำเป็นสำหรับการสร้างโปรตีนทั่วร่างกาย พบในอาหารทะเล จมูกข้าวสาลี ตับ เมล็ดฟักทอง และไข่

           5. เหล็ก เป็นสารจำเป็นในเม็ดเลือดแดง ถ้าเลือดน้อยรากผมจะได้รับอาหารไม่เต็มที่ พบใน ตับ น้ำต้มกระดูก เนื้อสัตว์ ผักบุ้ง

           6. วิตามินบี และบี 12 จำเป็นสำหรับการไหลเวียนของเลือด และการสร้างเม็ดเลือด วิตามินบี พบมากในถั่ว ผัก ผลไม้ วิตามินบี 12 พบมากใน กะปิ น้ำปลา ตับ ไข่

           7.ไบโอติน ช่วยป้องกันผมหงอก และป้องกันต่อมไขมันหนังศีรษะอักเสบ พบใน ข้าวกล้อง ไข่แดง ตับ ไต ถั่วเหลือง

           8. กำมะถัน ช่วยเชื่อมการเกาะเกี่ยวกันของเส้นโปรตีน ที่มาประกอบกันเป็นเส้นผมยาว ๆ พบในกะหล่ำ ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่ ปลาทะเล เป็นต้น

ที่มา www.kapook.com

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

ปลูกต้นไม้ในห้องนอน ไม่อันตรายอย่างที่คิด




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

 
          เดิมนั้นคนเรามีความเชื่อที่ว่าการปลูกต้นไม้ในห้องนอนถือว่าเป็นอันตราย เพราะต้นไม้มีการสังเคราะห์แสง แปลงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจน ซึ่งในเวลากลางคืนที่เรากำลังนอนหลับต้นไม้ที่ไม่มีแสงให้สังเคราะห์ก็จะปล่อยก๊าซออกมา ทำให้ห้องนอนมีแต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หมุนเวียนอยู่ เป็นการทำลายสุขภาพในทางอ้อม
 
          แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีนักวิชาการที่มีความรู้ด้านต้นไม้ออกมาแย้งว่า ความเชื่อดังกล่าวไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะต้นไม้มีมากมายหลายประเภท หลากหลายคุณสมบัติ และก็มีต้นไม้บางชนิดเช่นกันที่สามารถนำมาปลูกในห้องนอนได้ เนื่องจากสามารถสังเคราะห์ก๊าซออกซิเจนออกมาได้ในเวลากลางคืน รวมถึงต้นไม้บางชนิดยังสามารถฟอกอากาศได้ในตอนกลางคืนด้วย ซึ่งคุณ smilelady สมาชิกเว็บไซต์ gotoknow.org ได้ระบุไว้ ดังนี้
 


           1. ต้นหมากเหลือง เป็นต้นไม้ที่สามารถปรับสมดุลภายในห้องนอนได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าหากห้องชื้นเกินไป ต้นหมากเหลืองก็จะดูดซับความชื้นในห้อง ขณะที่ถ้าหากว่าห้องอากาศแห้งเกินไป ต้นหมากเหลืองก็จะคายความชื้นออกมา แต่คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือ การฟอกอากาศในห้องให้สะอาดหมดจด




           2. ต้นลิ้นมังกร เป็นต้นไม้ที่จะคายก๊าซออกซิเจนออกมาในเวลากลางคืน และด้วยความที่มีรูปลักษณ์ของต้นที่สวยงาม ก็สามารถนำความสวยงามนี้มาใช้ประโยชน์ในการแต่งห้องก็ได้ด้วย
 



           3. ต้นเศรษฐีเรือนใน แค่ชื่อก็เป็นมงคลแล้ว ถ้านำไปไว้ในห้องนอน เพิ่มความสวยงามทิวทัศน์ในห้องได้อีก เพราะใบของต้นเศรษฐีเรือนในมีความสวยงามมาก เป็นริ้วสีขาว และมีสีเขียวอยู่ขอบใบ ทว่าจุดแข็งที่สุดของต้นไม้ชนิดนี้คือ สามารถฟอกอากาศได้ด้วย




           4. เยอบีร่า เป็นไม้ดอกที่มักถูกประดับลงในแจกันให้สวยงาม และเป็นดอกไม้ยอดฮิตสำหรับสาว ๆ โดยคุณสมบัติของเยอบีร่านี้สามารถนำมาปรับสภาพอากาศและดูดกลิ่นอับภายในห้องนอนของท่านได้ด้วยเช่นกัน เรียกว่าทั้งสวยงามและเพียบพร้อมเลยล่ะ
 
          ในบางครั้งการนำต้นไม้มาปลูกในบ้านเพียงเพื่อฟอกอากาศ หรือเร่งผลิตออกซิเจนในตอนกลางคืนก็อาจจะไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันมีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ระบุว่า ในบ้านของเรานั้นก็มีสารพิษ แทบไม่ต่างอะไรจากสถานที่สาธารณะเลย ซึ่งทางเว็บไซต์วิชาการดอทคอม ก็ได้ระบุไว้ว่า มี 4 เชื้อโรคหลัก ๆ ที่พบในบ้าน ดังนี้

           1. ฟอร์มัลดีไฮด์ เป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง ปวดหัว มักเกิดขึ้นมาจาก ไม้อัดกาวที่ทำเฟอร์นิเจอร์ โฟม พลาสติกต่าง ๆ แม้กระทั่งวัตถุที่ใช้ทำความสะอาดบ้าน ก็ยังมีสารฟอร์มัลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบ ดูเผิน ๆ เหมือนไม่ร้ายแรง แต่นักวิจัยสหรัฐอเมริกาก็ชี้ว่า สารฟอร์มัลดีไฮด์ตัวนี้นี่แหละ คือสาเหตุของการเกิดมะเร็งในลำคอเชียวนะ

           2. ไตรคลอโรเอธีลีน เป็นสารพิษที่มาจากสินค้าตกต่งภายในบ้าน เช่น แลคเกอร์ น้ำมัน กาวสังเคราะห์ ซึ่งทางสำนักมะเร็งตับของสหรัฐอเมริกา ได้เผยผลวิจัย พ.ศ. 2518 ที่ยืนยันว่า สารไตรคลอโรเอธีลีน เป็นสารที่อันตราย ก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับได้

           3. เบนซิน เป็นสารที่พบทั่วไปในน้ำมัน และ สีต่าง ๆ ซึ่งการที่สูดดมมาก ๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว รับประทานอะไรไม่ลง และถ้าสัมผัสกับเบนซินมาก ๆ ก็จะทำให้ผิวแห้งกร้าน อักเสบได้เช่นกัน

           4. คาร์บอนมอนออกไซด์ พบจากการเผาไหม้ขณะที่ทำอาหาร ไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ ซึ่งถ้าหากได้สูดดมเข้าไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายคือ อ่อนเพลีย เวียนศรีษะ ทว่าหากได้รับในปริมาณมากไป ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

          สำหรับวิธีช่วยบรรเทาในเบื้องต้น เพียงแค่ปลูกต้นไม้เหล่านี้เอาไว้ฟอกอากาศ แยกตามชนิดของสารพิษ ดังนี้

           1. ต้นไม้ฟอกอากาศสารฟอร์มัลดีไฮด์ ในกรณีที่มีความเข้มข้นของสารต่ำ ควรใช้ว่านหางจรเข้ แต่ถ้าหากมีความเข้มข้นสูง ควรใช้ ปาล์มไผ่ วาสนา ลิ้นมังกร วาสนาอธิษฐาน เดหลี เศรษฐีเรือนใน ฟิโลเดรนดรอน และพลูด่าง

           2. ต้นไม้ฟอกสารไตรคลอโรเอธีลีน ได้แก่ เยอบีร่า วาสนาอธิษฐาน เดหลี วาสนา และปาล์มไผ่

           3. ต้นไม้ฟอกสารเบนซิน ได้แก่ เยอร์บีร่า เบญจมาศ เดหลี วาสนาราชินี ปาล์มไผ่ ตีนตุ๊กแกฝรั่ง และ ลิ้นมังกร

           4. ต้นไม้ฟอกสารคาร์บอนมอนออกไซด์ ได้แก่ เศรษฐีเรือนใน และ พลูด่าง

          การปลูกต้นไม้ในห้องนอน ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยฟอกสารพิษออกไปได้ทั้งหมด เพราะความจริงคือสามารถช่วยลดสารพิษแค่บางส่วน และลดโอกาสของคนภายในบ้านที่จะเกิดโรคจากสารพิษเหล่านี้เท่านั้น สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดของการไม่เป็นโรคก็คือการดูแลสุขภาพของคุณเองด้วยนะครับ แต่ถ้าใครอยากลองปลูกต้นไม้ในห้องนอนเอาไว้สักหน่อยล่ะก็ ลองใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเลือกต้นไม้ดูครับ
ที่มา: www.kapook.com

นิทานเรื่อง ทางเลือก